ในที่สุดวันนี้กิ๊กก็จะได้ไปรู้จักกับไกด์ส่วนตัวที่จะมาพาเที่ยวแล้ว~~~ เธอชื่อ ”ซายะจัง” เป็นคนรู้จักของป้าจุงโกะ เรานัดเจอเธอที่ร้านอาหารจีนร้านหนึ่งในชิบุย่า (ชิบุย่าอีกแล้ว! 5555) ซึ่งนัดครั้งนี้นอกจากจะมาเพื่อแนะนำกิ๊กให้รู้จักซายะจัง ยังมีสมาคมเพื่อนๆ ป้าจุงมานั่งคุยกันเรื่องปาร์ตี้ที่เขากำลังจะจัดในเดือนมกราอีกด้วย (แน่นอนว่า เป็นการสนทนาที่กิ๊กไม่อาจเข้าถึงได้)

ซายะจังเป็นเด็กผู้หญิง อายุ 23 ปี แก่กว่ากิ๊กปีนึง แต่เธอยังเรียนอยู่ปี 4 สาเหตุที่จบช้าเพราะเธอดรอปไปตอนปี 2 เพื่อไปเที่ยวรอบโลกคนเดียว! ตอนที่รู้นี่ โอ้โห… ชีโคตรคูลเลยว่ะ OwO !! ชักน่าสนใจแล้วไหมล่ะ… แล้วบ้านกิ๊กก็เป็นหนึ่งในที่พักแรมของเธอระหว่างเดินทางมาเที่ยวในประเทศไทย! ช่างเป็นเกียรตินัก! (แต่ตอนเธอมาเราน่าจะไม่ได้เจอกัน เพราะกิ๊กอยู่หอ)

เรานั่งจิบชา ทานติ่มซำไปพลาง คุยกันไปพลาง เพราะแค่เกริ่นมาแค่นี้เธอก็ดูเป็นคนน่าสนใจไม่น้อย แต่ลุคของเธอไม่ได้ดูกร้านโลก หรือทอมบอยเลยนะ ดูโคตรน่ารักใสๆ อาโนเนะสไตล์ญี่ปุ่นแถมยังดูเด็กกว่ากิ๊กอีกด้วย >///< คุยไปคุยมาก็ได้รู้ว่าเธอทำงานพาร์ทไทม์เก็บตังค์เองตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม พอถึงปี 2 มีเงินเก็บอยู่พอสมควร ก็เลยดรอปไปออกเดินทางซะเลย!

โว๊ะ…แล้วก็ไม่ได้เดินทางอย่างฟุ่มเฟือยนะ ส่วนใหญ่ขึ้นรถไฟ ขึ้นบัส หรือไม่ก็นั่งเรือ มีบ้างที่จำเป็นจริงๆ ก็นั่งเครื่องบิน


ไม่ได้ถ่ายรูปกับซายะจังมา เลยขอเอาติ่มซำมาแปะแทน 😛

เธอใช้เวลาไป 10 เดือน กับการท่องเที่ยว 30 ประเทศโดยไม่ได้แพลนล่วงหน้า อยากอยู่นานแค่ไหนก็อยู่ อยากย้ายตอนไหนก็ย้าย ส่วนใหญ่ไปพักตามบ้านคนรู้จักหรือไม่ก็โฮมสเตย์ เซฟงบให้มากที่สุด โอ้โห ฟังแล้วโคตรอิจฉา!!! ส่วนงบทั้งหมดที่ใช้ไปกับการเดินทางก็ประมาณ 1 ล้านเยน หรือ 3 แแสนหนึ่งหมื่นบาท! ไม่มากเท่าที่คิดเลย OwO ! คุยกับเธอเสร็จนี่เริ่มอยากออกเดินทางรอบโลกมั่งแล้วนะเนี่ย 5555 ท่าทางจะเป็นคนนำทางเราได้ดีจริงๆ

กิ๊กใช้เวลาครึ่งวันคุยกับซายะจัง ระหว่างที่ป้าๆ ทั้งหลายคุยงานกัน พอนัดกับซายะจังไปดู Gibli Studio พรุ่งด้วยกันเสร็จเรียบร้อย เธอก็กลับไป ปล่อยให้กิ๊กนั่งเหงาหงอยกับสาวๆ 50 อัพอยู่คนเดียว T^T

ซักพักเริ่มทนไม่ไหว กิ๊กเลยขอตัวไปเข้าห้องน้ำซะหน่อย ปกติแล้วส้วมที่นี่แม่งจะมีเซนเซอร์ทุกอย่าง เซนเซอร์ให้ส้วมกด เซนเซอร์ให้น้ำไหล เซนเซอร์ให้ส้วมปล่อยเสียงกลบเวลาตด เซนเซอร์ให้ถังขยะเปิด เยอะไปหมด -..- แต่พอล้างมือเสร็จ ไอเราก็ยื่นมือเข้าไปในเครื่องเป่ามือที่ปกติจะมีเซนเซอร์ให้ลมเป่าอัดมือ แต่มันไม่เป่าเนี่ยดิ มองขึ้นไปด้านบนเครื่อง ดันมีปุ่มไรไม่รู้เขียนด้วยตัวหนังสือสีเขียวที่กิ๊กอ่านไม่ออก สงสัยเป็นสวิตช์อีเครื่องนี้มั้ง ลองกดซะหน่อย

แอ๊ด แอ๊ด แอ๊ด แอ๊ด!!!
เสียงหวอดังไม่หยุดไปทั่วส้วม! มันคือปุ่มไรวะเนี่ย!!

ไม่กี่วินาทีต่อมาก็ได้ยินเสียงผู้หญิงญี่ปุ่นในส้วมโหวกเหวกขึ้นมา ซวยละไหมเอ็ง แค่จะเป่ามือให้แห้งกลายเป็นวิกฤตระดับห้าง! เลยรีบเดินด้วยความเร็ว 140 km/h ออกมาอย่างรวดเร็วเนียนไปกับฝูงชน กลัวว่าจะมีใครตามมาจับตัวเราไหม แต่ก็โชคดีที่ไม่มี

จนบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าปุ่มนั้นแม่งมีไว้ทำอะไร…

อีกครึ่งวันที่เหลือ กิ๊กตามป้าจุงไปบ้านเพื่อนเขาต่อ จริงๆ แล้วป้าจุงกับกิ๊กสื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ มีซายะจังคนแรกที่พอจะสนทนากันเป็นเรื่องเป็นราวบ้าง กิ๊กก็เตรียมใจไว้แล้วว่าคงได้แต่นั่งฟังเขาพูดญี่ปุ่นกันไปมาแน่ๆ แถมการหลับยังเป็นเรื่องต้องห้าม (ก็นี่อายุเท่าไหร่แล้วห๊ะนังกิ๊ก!)

พอมาถึงเพื่อนสาวของป้าจุงก็ต้อนรับด้วยอาหารตำรับญี่ปุ่นเต็มโต๊ะ เน้นไปทางผักดอง ข้าวปั้น แกงฟักญี่ปุ่น ที่เลิฟที่สุดก็แคลิฟอร์เนียเซตให้ทำเอง ก็คล้ายๆ กับการกินเป็ดปักกิ่งที่เปลี่ยนเป็น สาหร่าย ข้าว และปลาดิบ


มื้อเย็นของข้า~~

อีกอย่าง… บ้านเขาเลี้ยงหมาพันธุ์ชิบะด้วยอ่ะ!!! มาถึงขอเล่นกับหมาก่อนเลย เรื่องกินทีหลัง เจ้าตัวนี้ชื่อฮิเมะ อายุ 2 ขวบแล้ว น่ารักมากๆ


น้องฮิเมะ >w<

ที่สำคัญเพื่อนป้าจุงคนนี้พูดอังกฤษเก่ง เลยทำให้การสนทนาครั้งนี้สนุกมาก ป้าเขารู้ว่าควรคุยอะไร เรื่องอะไรควรถาม ต่อบทสนทนายังไง ทำให้เรารู้สึกคุ้นเคยกับเขาอย่างรวดเร็ว เหมือนว่าถูกชะตาทั้งที่เพิ่งจะคุยกันเป็นครั้งแรก ทั้งที่เขาก็ไม่ใช่คนเฮฮาหยอดมุกตลกอะไรเลยด้วยซ้ำ ป้าจุงนั่งคุยเป็นชั่วโมงๆ ซักพักก็มีแขกอีกคนเข้ามา (นี่มันงานสังสรรค์อะไรฟระเนี่ย!?) เป็นคุณลุงอายุราวๆ ป้าทั้งสอง เห็นว่าเป็นหมอ

จากการสนทนาที่คละกันภาษาอังกฤษบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง กลายเป็นญี่ปุ่นล้วน ส่วนกิ๊กได้แต่นั่งเกาคอหมาชิบะไปเรื่อยๆ พยายามทำตัวล่องหน ไม่อยากให้เขาเกรงใจเราเท่าไหร่ จะคุยด้วยก็คุยกันคนละภาษา ไม่แตกต่างกับตอนเข้าประชุมใหญ่ แต่ไม่รู้แต่ละคนต้องการจะสื่ออะไรยังไงยังงั้น


ชิบ้ะ ชิบะะะ >///<

ซักพักเหมือนเพื่อนป้าจุงที่แสนน่ารักจะสังเกตเห็น เขาเลยชวนเราเข้าไปดูในบ้าน ตอนนั้นเองที่กิ๊กได้รู้ว่า บ้านเขาเป็นโรงเรียนสอนชงชา -[]-! (นั่งมาสองสามชั่วโมงละอีกิ๊ก)

ป้าเขาก็พาเราเข้าไปดูแล้วก็อธิบายให้ฟังตั้งแต่ต้น ก่อนเข้าห้องชงชาเราจะเจอโซนแคบๆ ที่มีโต๊ะตัวหนึ่งวางอยู่ บนโต๊ะมีกระดาษและพู่กันจุ่มหมึก ซึ่งตรงนี้มีไว้ให้นักเรียนที่มาเรียนแต่ละคนลงชื่อก่อนเข้าเรียน ป้าบอกว่าที่ต้องมีก็เพราะการได้เขียนชื่อด้วยเองด้วยพู่กัน เป็นการเริ่มปรับจิตในตัวเราให้เข้าสู่ภาวะสงบนิ่ง ก่อนจะเข้าไปเรียน


วันนี้มีคนมาเรียน 8 คน

สำหรับประเพณีการชงชาและประเพณีอื่นๆ ทุกรายละเอียดล้วนมีความหมาย ห้องเรียนชงชาจำเป็นต้องมีของเหล่านี้ ป้ายเขียนอักษรนั้นเขาจะเลือกคำให้เหมาะกับช่วงฤดูกาลหรือเดือนนั้นๆ ด้วย แต่ละแผ่นจะถูกเขียนด้วยอาจารย์ชื่อดังหรือพระของเขา ที่ตอนนี้เขาเลือกแขวนภาพวงกลม เป็นเพราะเข้าใกล้ช่วงสิ้นปี เราเวียนมาบรรจบครบรอบพอดี

แม้แต่กระถางตรงใต้ภาพนั้นก็ต้องมีดอกไม้ประดับอยู่ ซึ่งนี่ก็เป็นดอกคาโมมายที่เขาปลูกอยู่ในสวน ถ่านไฟที่ใช้ในหน้าร้อนกับหน้าหนาวก็ไม่เหมือนกัน จริงๆแล้วบนโต๊ะที่มุมห้องต้องมีของประดับด้วย แต่นี่เลิกเรียนแล้วเขาเลยเอาไปเก็บเรียบร้อย ฟังคร่าวๆ ก็รู้สึกว่าดีเทลเยอะเหลือเกินละ @_@


It’s my thing! hahahah

 

นานๆ ครั้งเขาก็จะจัด Ceremony ซึ่งงานก็มีพิธีของมัน พิธีการชงชามีทั้งฝ่ายเจ้าบ้านและฝ่ายแขก แต่ละฝ่ายจะชงให้ตัวเองทานก่อน แล้วจะมีการแลกเปลี่ยนกันบ้างตามโอกาส ทุกคนในพิธีจะใส่กิโมโน เวลาสอนเค้าจึงต้องใส่กิโมโน และนักเรียนก็จะใส่มาเรียนกันเอง ทั้งที่เขาไม่ได้ออกกฎด้วยซ้ำ กิ๊กฟังแล้วสนุกดี เลยถามไปเรื่อย รู้สึกว่าเป็นสิ่งใหม่ เราไม่คุ้นเคย แต่บางทีวัยรุ่นของเขาอาจจะเบื่อเรื่องแบบนี้ก็ได้


อุปกรณ์การชงชาต่างๆ

เขาว่าการชงชาไม่ใช่วิชาที่ทุกคนต้องเรียน ไม่มีหลักสูตร แต่เป็นการผ่อนคลาย การฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง ไม่ต่างจากการฝึกโยคะ หรือนั่งสมาธิ คนที่มาเรียนส่วนใหญ่ต้องพบเจอเรื่องวุ่นวายภายนอกมากมาย การที่เขามาเรียนชงชาที่นี่ถือเป็นการทำใจให้สงบ รอดพ้นจากเรื่องน่าปวดหัวต่างๆ

เรานั่งคุกเข่าคุยกันท่ามกลางห้องชงชาอย่างเงียบๆ ทำเอากิ๊กรู้สึกผ่อนคลายและสงบนิ่งอย่างบอกไม่ถูก คงจริงอย่างที่ป้าเขาบอก เมื่ออยู่ในความเงียบ ความรู้สึกเราจะอ่อนไหวขึ้น เราจะรู้สึกง่ายขึ้น เราจะได้ยินชัดขึ้น

 

เป็นการสนทนาที่สนุก จนกิ๊กแทบอยากจะจดเก็บไว้จริงๆ
คุณป้าทำให้บันทึกของกิ๊กมีสาระขึ้นมาก
หลังจากที่มีแต่บันทึกความโง่ของตัวเองเต็มไปหมด

เออ… อีกเรื่องที่โง่
กลับมาพิมพ์ที่บ้านจนเสร็จแล้ว

กิ๊กจำชื่อป้าเขาไม่ได้

จบ.

Pin It on Pinterest

Share This